วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

ผลกรรมที่จะตามมาหลังจากคุณทำแท้ง

ประสบการณ์การทำแท้ง
ดิฉันเคยทำแท้งสมัยตอนเรียนมหาลัยคะ ตอนนั้นท้อง ตกใจมาก แว๊ปแรกที่คิดคือไม่อยากให้พ่อแม่รู้ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจคิดแค่นั้น คือห่วงแค่ความรู้สึกของพ่อแม่ กลัวว่ามีตอนนั้นคงเรียนไม่ได้และที่สำคัญคือบ้านจนมาก พี่สละให้เราเรียน เราก็ไม่อยากให้พ่อแม่ผิดหวัง เราเลยตัดสินใจบอกแฟนว่าจะเด็กออก ตอนนั้นเราไม่เคยคิดถึงเหตุถึงผลหรือคิดอะไรมากเลยคิดแค่ติดถึงพ่อกับแม่อย่างเดียว หลังจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตปรติเรื่อยมา พูดว่ายังไม่สำนึกอย่างจริงจังก็ว่าได้ แต่มีเหตุการณ์นึง ที่เราไปวัดไปปฎิบัตืธรรมแล้วเราคิดถึงลูกขึ้นมา ตอนนั้นเรารับรู้ถึงความเศร้า เราเสียใจร้องไห้ เราฟังเพลงที่มีเนื้อว่า “ถ้าแม่ฟังอยู่ คิดถึงหนูหน่อยหนา หนู ขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี” เราคิดถึงลูกเลย สงสารลูกมาก และคิดว่าลูกคงพูดแบบนั้นกับเราแหละ เด็กตัวน้อยๆ วันนั้นเราสำนึกเลย แต่เราจำไม่ได้ว่าเราทำแท้งวันไหน 4 หรือ 5 เราจำไม่ได้ เราเลยตั้งจิตถามลูกว่าบอกแม่หน่อยนะว่าวันไหนที่แม่ทำร้ายลูก เราจะทำบุญให้ วันนั้นเราอาบน้ำเดินออกมาวันที่ 4 ยืนหน้ากระจก เลือดเราไหลลงมาเลย ภาพเหมือนในหนังอะคนที่แท้งลูก ซึ่งไม่ใช่เมนนะคะ เมนเราพึ่งหมดไป และมาปรกติ หมดไปไม่กี่วัน และเลือดที่มาวันนั้นเยอะมากก เราคิดได้เลย ว่าเค้าคงมาบอก เค้าอยากให้เรารับรู้ และอีกเรื่องนึงคือ เพื่อนเรามาขอยืมสร้อยเราไปจำนำ จะเอาเงินไปเอาเด็กออก ตอนนั้นเร่สงสารเพื่อน และคิดถึงพ่อแม่มันอีกนั้นแหละ เลยถอดสร้อยให้ไป ถ้าเรารู้นะว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไนเป็นบาป เราจะดูแล ป้องกันตัวเองให้ดีกวานี้แน่นอน จะได้ไม่เป็นการทำร้ายทั้งตัวเราเองและลูกด้วย มันเป็นตราบาปในใจนะ ใครที่อ่านใครที่ทำ คุนสำนึกนะ สำนึกซะ ทำบุญอะไรให้คิดถึงเค้าเสมอ มอบบุญให้เค้า เตือนเด็กวัยระเริงทั้งหลายด้วย อย่าให้เค้าใช้ชีวิตประมาท ใครไม่สบายใจเรื่องนี้มาแชร์ เล่าให้เราฟังได้นะตามเมล์เราเลย
สิ่งเดียวที่เราแนะนำให้คนที่ทำไปแล้วคือ จงสำนึก ให้อภัยตัวเอง ไม่ทำอีก และจงคิดถึงเค้าเสมอ ทำบุญอะไรคิดถึงเค้า มอบให้เค้าด้วย สำหรับคนที่คิดจะทำ อย่าทำ อย่าสร้างตราบาปอะไรให้ตัวเอง การไม่ทำบาปคือสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตแล้ว และสำหรับคนที่เข้ามาอ่านหาข้อมูลเฉยๆ ก็ บอกคำเดียวว่าอย่าประมาทกับการใช้ชีวิตคะ

ผลแห่งของการทำแท้งนั้นมีแต่ผลเสียมากมายที่จะตามมาภายหลัง หลังจากที่ได้ทำแท้งลูกไปแล้วไม่ว่าจะทำด้วยเหตุผลอะไรก็ตามซึ่งขออธิบายจำแนกไว้เป็น 2 ทางได้แก่

ผลในทางโลก หรือผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
การทำแท้งนั้นนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่งให้กับผู้เป็นมารดาที่ได้กระทำแล้วไม่ว่าจะทำแท้งด้วยวิธีการใดก็ตาม จะก่อผลกระทบทางสุขภาพต่อมาอีกหลายประการโดยเฉพาะบริเวณมดลูกและปากมดลูก
เพราะบริเวณที่ได้รับผลกระทบการทำแท้งนั้นมีผลที่รุนแรงพอสมควร ส่งผลให้ผู้ที่ทำแท้งอาจมีอาการอักเสบติดเชื้อต่าง ๆ ตามมาต้องทำการรักษากันอย่างต่อเนื่องหากการทำแท้งนั้นทำไม่ถูกวิธีและทำโดยผู้ที่ไม่ชำนาญ และอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งมดลูกที่ต้องทำการตัดมดลูกทิ้ง
นอกจากนั้นยังสร้างผลกระทบทางจิตใจคือ ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียใจและเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งให้กับหญิงที่ได้กระทำแท้งไปแล้วกลายเป็นความรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจไปตลอดชีวิตซึ่งบางรายอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

ผลในทางธรรม
การทำแท้งนั้นเราอาจมองในมุมมองวิทยาศาสตร์ว่าเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งในทางธรรมแล้วไม่ใช่แค่การทำลายชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อแต่เป็นการทำให้ดวงจิตวิญญาณของเด็กที่ตายนั้นเขาไปไหนไม่ได้ และดวงวิญญาณนั้นจะอยู่กับแม่ตลอดซึ่งเขาจะทนทุกข์ทรมานมาก
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ดวงวิญญาณของเด็กที่ตายส่วนมากจะเกาะติดแม่ตลอด บางดวงวิญญาณก็จะมาเกาะคอ ขี่หลัง เกาะที่เท้าหรือเดินตามไม่มีห่าง แต่เวลาที่แม่ไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือเข้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองดูแลอยู่ เขาไม่สามารถที่จะเข้ามาในเขาก็จะกระโดดเกาะอยู่ตามขอบรั้ว ตามขอบกำแพงบ้าง
สมมุติว่าจิตวิญญาณดวงนี้มีอายุถึง 70  ปี ตามอายุขัยของเขาในชาตินี้เด็กคนนี้ก็จะต้องเร่ร่อนไป เกือบ70 ปีนั้น โดยที่ผลบุญไม่ปรากฏและผลบาปก็ไม่ปรากฏเพราะเขาไม่มีโอกาสจะได้ทำการใด ๆทั้งสิ้น
ครูบอาจารย์บางท่านจึงกล่าวว่า การทำแท้งนั้นมีบาปมากอาจจะเทียบเท่ากับการฆ่าพระอรหันต์ เหตุเพราะ เด็กในครรภ์นั้นยังมีความบริสุทธิ์ ยังเคยได้สร้างบาปกรรมใดๆ เลย และไม่มีเหตุปัจจัยของการสร้างกรรม ชีวิตของเขาจึงบริสุทธิ์ดั่งพระอรหันต์
ดังนั้น การทำแท้งฆ่าเด็กทารกในครรภ์หนึ่งคนจึงอาจจะมีบาปเทียบเท่ากับฆ่าพระอรหันต์หนึ่งพระองค์ การฆ่ามนุษย์นั้นว่าบาปมากแล้วแต่การฆ่าเด็กทารกที่บริสุทธิ์เป็นบาปหนักยิ่งกว่า ซึ่งก็เป็นไปตามหลักความหนักของกรรมว่าด้วย วัตถุ ประโยคและเจตนาอีกทีหนึ่ง
หากว่ากันตามหลักของ วัตถุกรรม นั้น คือ เด็กที่จะมาเกิดเป็นลูกเราบังเอิญว่าเป็นผู้มีภูมิธรรมขั้นสูงมาเกิดหรืออาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมามาเกิดเสวยชาติ หรือเป็นอภิชาตบุตร บาปจะยิ่งหนักมากขึ้น
ถ้าว่ากันด้วยหลักของ ประโยคกรรม หรือความพยายามมีความพยามมากเท่าใด กรรมหนักก็จะหนักยิ่งขึ้นไปตามความพยายามที่จะทำแท้งให้สำเร็จมากเท่านั้น
และถ้าจะว่ากันด้วยหลักของ เจตนากรรม คือถ้าเจตนามากต้องการให้เด็กตายโดยไม่สำนึกเสียใจเลย กรรมหนักก็จะมากดังนี้เป็นต้น

ผลกรรมที่อาจจะตกกับตัวผู้เป็นแม่
ผลกรรมจากการทำแท้งนั้น ขณะมีชีวิตอยู่ผู้เป็นมารดาอาจจะได้รับผลกรรมสนองจากโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มีอาการป่วยหนักหรือมีอาการป่วยแบบแปลก ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่ไปทำแท้งมา มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามลำคอ ตามแขน ตามบ่า เพราะจิตวิญญาณของเด็กนั้นอาจจะห้อยโหนอยู่ในบริเวณนั้นอยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วดวงจิตวิญญาณไม่สามารถเข้าไปได้เพราะบ้านแต่ละหลังก็มีเจ้าที่มีผีบ้านผีเรือน ก็จะต้องเกาะอยู่ตามประตูรั้วบ้าน กำแพงบ้านแล้วก็ล่องลอยอยู่ตรงนั้น คือ พวกสัมภเวสีต่างๆ ที่อยู่บริเวณด้านนอก ก็จะเข้ามาทำร้ายจิตวิญญาณของเด็กน้อยนั้นด้วย ทำให้วิญญาณของเด็กเหล่านั้นเพิ่ม ความโกรธ ความแค้น ความอาฆาต ต่อบิดามารดามากขึ้นไปอีก
การที่ดวงวิญญาณของเด็กมาผูกติดกับผู้เป็นแม่เช่นนี้ก็เพราะ วิญญาณหรือจิตของเด็กนั้นต้องมาตาย อยู่ในท้องของผู้หญิง ดวงจิตวิญญาณพอหลุดออกมาจากครรภ์แล้วเขาก็จะคิดว่าผู้หญิงที่เป็นแม่นั้น เป็นผู้ทำกรรมต่อเขา จึงมีความอาฆาตพยาบาท จึงเกาะติดกับผู้หญิงคนนี้ไปอยู่ตลอด
และแน่นอนว่าเมื่อมีวิญญาณที่มีจิตอาฆาตมาผูกติดอยู่เช่นนี้ตัวผู้เป็นแม่อาจจะประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆได้อย่างไม่คาดฝันนอกจากจะมีโรคร้ายคุกคามแล้ว ชีวิตส่วนตัวหน้าที่การงานอาจจะประสบความยากลำบากไปด้วยหรือ มีผลต่อบุตรที่เกิดมาแล้วลูกที่เกิดมาอาจพิการ,ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังและคอยสร้างปัญหาให้กับผู้เป็นแม่อยู่ตลอด ฯลฯ

ผลกรรมที่อาจจะตกอยู่กับตัวผู้เป็นพ่อ
แม้จะกล่าวว่าผลกรรมอาจตกอยู่กับตัวผู้เป็นแม่มากกว่าแต่คนที่เป็นพ่อนั้นก็ถือว่าเป็นผู้ที่ได้สร้างกรรมร่วมกันมาไม่อาจจะปฏิเสธความจริงในข้อนี้ได้ คนเป็นพ่อนั้นอย่าได้คิดย่ามใจเพียงเพราะว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งครรภ์และรับภาระเช่นเดียวกับฝ่ายหญิงไม่มีโอกาสที่วิญญาณจะตามติดเหมือนผู้เป็นแม่ แต่อย่างไรก็ตามต้องได้รับผลกรรมที่ตนเองกระทำไปเช่นเดียวกัน
เมื่อเป็นผู้ร่วมกระทำกรรมนั้นร่วมกัน ก็จะส่งผลกรรมที่มีต่อชีวิตได้อย่างไม่คาดฝันเพราะการทำแท้งนั้นเป็นกรรม ปาณาติบาตอาจส่งผลให้อายุสั้นกว่าวัยอันควร,มีโรคร้ายรุมเร้า, ถูกขัดขวางไม่ให้พบความเจริญ,เกิดความฉิบหายมาสู่ตนอย่างหาสาเหตุไม่ได้,กลายเป็นคนที่ไม่มีใครเชื่อถือ ทำงานอะไรก็จะพบกับความยากลำบากมาก ถ้าสำเร็จได้ก็เพราะบุญเก่ามากเท่านั้น และอาจจะต้องมีเหตุให้พบกับเรื่องที่ทำให้เสียเงินโดยไม่คาดคิดอยู่เสมอหรือชีวิตครอบครัวมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา
และยิ่งถ้าหากจิตวิญญาณของเด็กผู้ตายนั้นมีจิตอาฆาตพยาบาทรุนแรงด้วยแล้วยิ่งลำบากหนัก เพราะจิตอาฆาตนั้นจะเฝ้าจองเวรกันทุกลมหายใจเข้าออก ทำให้ชีวิตไม่เป็นสุขทุกข์ทรมานต้องพบกับความล้มเหลวอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือบางท่านบางรายก็ต้องพบแต่ความทุกข์ระทม ล้มละลายทั้งชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวหาความสงบสุขได้ยาก ต้องชดใช้กรรมกันไปอย่างยาวนานจนกว่าแรงกรรมนั้นจะได้ชำระกันจนหมดสิ้น หรือ จนกว่าเป็นที่พึงพอใจของจิตวิญญาณนั้น จนในที่สุดก็จะยกให้เป็นอโหสิกรรม
ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ทำแท้งมาหนึ่งครั้ง ชีวิตตกต่ำไปอย่างน้อยอีก 7 ปี จึงไม่ใช่คำพูดลอย ๆที่เอาไว้ขู่ให้กลัวหรือเป็นคำพูดที่ไร้สาระเลยแม้แต่น้อย

ผลกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนร่วมในการทำแท้ง
กรรมเรื่องทำแท้งนี้ใช่ว่าจะตกอยู่กับผู้ที่เป็นบิดามารดาของเด็กฝ่ายเดียว ผู้ให้ความร่วมมือ ผู้ช่วยออกเงินค่าทำแท้ง รวมไปถึง แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยทั้งหลายที่มีส่วน หรือเรียกรวมว่า  “ผู้อยู่ในวงจรการทำแท้งทุกคนต่างก็มีส่วนในการรับผลกรรมเกี่ยวกับการทำแท้งไปด้วยทั้งสิ้นเพราะ พ่อหรือแม่เด็กแม้จะเป็นผู้ที่แสดงเจตนาหลักให้ทำแท้งจะได้รับผลบาปโดยตรงแต่ผู้ร่วมกระทำก็ต้องรับผลนั้นไปด้วย
หากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนก็คือ เวลาที่เราไปตลาดแล้วจะไปซื้อปลาสดมาทำอาหาร ผู้ที่ได้รับบาปมากที่สุดก็คือ ผู้ที่เป็นผู้สั่งให้ฆ่าปลาก็คือคนซื้อ ส่วนแม่ค้าปลาที่จับปลามาตามคำสั่งจะเป็นผู้ลงมือฆ่าเป็นข้อขอดเกล็ดปลาก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำด้วยเช่นกัน แต่ได้รับผลในระดับที่ต่างกันเพราะจัดเป็นกรรมที่สักแต่ทำ (กตัตตากรรม) มีเจตนาอ่อนกว่าคือ ทำเพราะเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเท่านั้น
แต่อาชีพรับทำแท้งนี้เป็นอาชีพฆ่าคนอย่างหนึ่งเลยทีเดียวแม้จะกล่าวได้ว่าเป็น กตัตตากรรมก็ตามก็ยังมีผลกรรมที่หนักกว่าการฆ่าสัตว์เดรัจฉานอย่างมากมายยิ่งนัก

คน คือ สิ่งที่มีคุณค่า แต่หากจะต้องเกิดมา โดยมีพ่อแม่หรือคนคอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้อง ยามที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมทั้งได้รับความรักและการศึกษาตามสมควร”  ซึ่งหากเป็นเด็กทุกคนเกิดมาเป็นเช่นนั้นผู้เขียนก็ขอตั้งสมมติฐานไว้ได้เลยว่าอาชีพการทำแท้งก็คงจะไม่มีอยู่ในโลกนี้อย่างแน่นอน 

แต่ความเป็นจริงสังคมไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะมีเด็กที่เกิดมาจาก ความไม่ตั้งใจให้เกิดจำนวนมากมายและถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าเหมือนเศษสิ่งของตามกองขยะ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่เคยได้รับรู้ถึงความรักที่แท้จริงจากพ่อแม่และสุดท้ายก็ต้องพบกับความยากลำบากมากในชีวิต…….

….การทำแท้ง แน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ก็เป็นทางออกหนึ่งของผู้หญิงที่ยังไม่พร้อมจะมีลูก ส่วนจะด้วยเหตุผลใด คงไม่จำเป็นต้องไปซักไซ้ไล่เลียง บางทีต่อไปในภายภาคหน้า ครอบครัวของท่านเองอาจประสบปัญหาที่จำต้องตัดสินใจทำแท้งด้วยข้อบ่งชี้ที่ไม่ได้ระบุไว้ ในกฎหมายก็เป็นได้

หากเลือกเกิดได้ ข้าพเจ้ายังคงเลือกที่เป็นเช่นที่ผ่านมา เพราะตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด จวบจนมีครอบครัว ข้าพเจ้ามีความสุขพอสมควรตามอัตภาพ หากเกิดมามีแต่ทุกข์ ถูกทอดทิ้ง และขาดความรัก ความอบอุ่น ข้าพเจ้าขอเลือกที่จะถูกทำลายชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ซะดีกว่า ข้าพเจ้าคิดว่า การทำแท้งควรที่จะทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้แล้ว เพื่อให้ทุกชีวิตที่เกิดมา เกิดมาอย่างมีคุณค่าสมกับความเป็นคน…”
มุมมองของนายแพทย์ท่านนี้เรียกได้ว่าแสดงถึงเจตนารมณ์ที่ดีเพื่อเป้าประสงค์ในการลดความทุกข์ร้อนและปัญหาต่าง ๆทั้งจากแม่เด็กและตัวของเด็กเองที่จะเกิดขึ้นตามมาซึ่งเข้ากับหลักของกฎแห่งกรรมว่าด้วย กตัตตากรรมอย่างแท้จริง แต่แม้ว่ามุมมองของนายแพทย์จะมองเห็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตามย่อมส่งผลกระทบกับตัวผู้ทำอย่างแน่นอนเพราะ นายแพทย์ผู้ที่กระทำและผู้ที่เกี่ยวข้องทำแล้วได้ เงินเป็นสิ่งตอบแทนถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่งและเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมายด้วย จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการทำแท้งนั้นใช้เวลาไม่นาน และค่อนข้างจะทำได้ง่ายและมีความรวดเร็วหากอายุครรภ์มีไม่มาก และเราจะพบเห็นได้ว่ามีอาชีพหมอเถื่อนเพื่อการทำแท้งนี้เกิดขึ้นมามากมาย

ผลที่เกิดขึ้นกับนายแพทย์หรือผู้ที่ลงมือทำแท้ง 
เรื่องนี้ถอดความจากเทปของแม่ชีทศพร  บูญเทวาพิทักษ์ ครูบาอาจารย์คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่มีเมตตาช่วยคนที่กำลังว่ายอยู่ในทะเลทุกข์ และมีคนจำนวนมากที่เคยทำแท้งมา และท่านเมตตาช่วยเหลือ เรื่องนี้กราบขออนุญาตแม่ชีทศพร ไว้ ณ ที่นี้ จุดประสงค์ที่นำมาลงเพื่อให้คนทั้งหลายได้เข้าใจในผลแห่งกรรม
ผู้ที่มีอาชีพทำแท้งนั้นมีโทษใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับพนักงานในโรงฆ่าสัตว์ คือเมื่อฆ่าเขาเบียดเบียนเขาแล้วก็ต้องมีเหตุให้ต้องประสบเคราะห์กรรมด้านสุขภาพต่างๆ มากมาย อาจต้องประสบเคราะห์กรรมคือ กรรมให้เจ็บป่วยทางกาย ที่มีอาการเจ็บป่วยมากหรือน้อยไปตามจำนวนของเด็กที่ตนเองได้ลงมือทำแท้ง
คุณหมอที่เป็นสูตินารีแพทย์บางรายที่ทำแท้งให้กับลูกค้าจำนวนมากบางราย ถึงกับล้มเจ็บมีอาการป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมีอาการ ขยับมือเท้าไม่ได้หรือขยับได้ยากลำบากตามลักษณะกรรมที่ได้ทำกับเด็กในครรภ์ผู้ที่ไม่มีโอกาสขยับเขยื้อนร่างกายเช่นกัน หรืออาจจะต้องเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจนต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร
ในชีวิตด้านอื่น ๆอาจจะประสบกับปัญหาครอบครัว คือมีอันต้องแยกทางกับคู่ครอง ไม่มีความสงบสุขในครอบครัวหากมีบุตรหลาน บุตรหลานอาจกลายเป็นคนที่ดื้อรั้น ว่ายากสอนยากหรือบุตรมีอายุสั้นเพราะเป็นผลมาจากกรรมที่ไปตัดรอนชีวิตของผู้อื่นไว้เป็นจำนวนมาก

ผลที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ออกเงินให้ไปทำแท้ง
ผลกรรมในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นกับตัวของผู้เป็นพ่อเด็กหรือคนใกล้ชิดของแม่เด็กที่พยายามจะช่วยกันหาทางออกคือต้องหาเงินมาจ่ายในการทำแท้งและเป็นค่ารักษาพยาบาลกับตัวแม่ เนื่องจากเงินที่นำมาทำแท้งเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการฆ่าและทำบาป เมื่อได้ให้เงินไปแล้วก็จะมีผลทำให้มีเหตุต้องเสียเงินตลอดเวลา คือ แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถหารายได้ได้มากต่อเดือนแต่ก็ต้องมีเหตุทำให้เงินนั้นหมดไปแบบไม่รู้สาเหตุ หรือ เงินหายไปครั้งละมาก ๆ
หรือผลกรรมนั้นอาจปรากฏในอีกลักษณะหนึ่งก็คือในด้านการทำมาหากินก็จะทำมาหากินได้ยากลำบากมากขึ้นจากที่เคยหาได้ง่ายก็ต้องประสบปัญหานานัปการ ถ้าเป็นผู้ค้าขายก็อาจมีเหตุให้ต้องขาดทุนมากและทำอะไรใหม่ ๆก็ทำไม่ขึ้นไม่เจริญก้าวหน้า ฯลฯ

ผลที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ
ผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำแท้งในลักษณะอื่น ๆขอกล่าวรวมไปถึง พนักงานในสำนักงานทำแท้ง,พยาบาลและผู้ที่มีส่วนไม่ว่าทางใดก็ตามให้เกิดการทำแท้งให้สำเร็จก็จะได้รับผลกรรมลดหลั่นกันไป อาจจะได้รับความยากลำบากในการทำงาน,อาชีพการงานไม่มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น,มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ,ชีวิตไม่มีความสุขเท่าที่ควร,ชีวิตครอบครัวมีปัญหาจุกจิกทำให้เกิดความเบื่อหน่ายน่ารำคาญอยู่เป็นนิจ  ฯลฯ
หากจะกล่าวถึงผลกรรมโดยรวมสำหรับผู้ที่ทำแท้งและผู้ที่มีส่วนในการทำแท้งว่าผลจะหนักหรือเบาก็ขึ้นอยู่กับการแสดงเจตนาและการกระทำที่มีความรุนแรงตั้งใจให้การทำแท้งนั้นสำเร็จก็จะได้รับผลกรรมที่แรงไปตามเจตนานั้น ๆซึ่งเป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรมทุกประการ
ที่สำคัญอย่าได้ลืมหรือเข้าใจผิดกันเป็นอันขาดว่า อายุของเด็กที่ได้ทำแท้งไปแล้วนั้นเขาไม่ได้มีอายุสิ้นสุดเพียงแค่ตอนที่ถูกทำแท้งออกมาแล้ว เพราะปกติวิญญาณของคน ๆหนึ่งที่จะเกิดขึ้นมาอาจมีอายุขัยยืนนานเป็น 70-80 ปีเมื่อเขาตายในครรภ์ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตเขาสิ้นสุดแค่นั้นแต่จิตวิญญาณที่หลุดออกมาแต่ยังต้องวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ไปตามอายุขัยที่ถูกกำหนดมาด้วยกรรมที่เขาทำในอดีตชาติ  เมื่อเขาได้รับผลบุญบารมีที่มากพอแล้วเขาจึงจะสามารถอภัยให้กับผู้ที่ก่อกรรมและสามารถไปเกิดใหม่ได้


จาทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาไม่มีอะไรดีเลยนะครับ ผมอยากให้ทุกคนที่กำลังคิดที่จะทำแท้งขอให้เลิกคิดได้เลยครับเพราะสิ่งที่จะตามมาหลังจากคุณได้ตัดสินใจทำแท้งมมันจะทำให้ชีวิตคุณที่เหลืออยู่ไม่มีความสุขเลย และคนที่ไดทำไปแล้วก็ขอให้หมั่นทำบุญให้คนที่เขาจากไปบ่อยๆนะครับ และถ้าเรารู้จักป้องกันตัวเองเรื่องพวกนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

คูณป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้

คุณสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้โดย:
  1. งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์โดยเด็ดขาด
  2. ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ
ถ้าคุณยังมีเพศสัมพันธ์อยู่และไม่ต้องการตั้งท้อง ควรคุมกำเนิดเสมอ
วิธีการคุมกำเนิด:
ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดที่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์
การใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายเป็นวิธีการคุมกำเนิดเดียวที่สามารถป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย
ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฝัง และ การใส่ห่วงไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

สำหรับผู้หญิง

ไดอะแฟรม หรือ หมวกครอบปากมดลูกเป็นหมวกเล็กๆทำด้วยยางที่ใช้ปิดบริเวณปากมดลูกและต้องใช้ร่วมกับสารฆ่าเสปิร์ม (spermicide) จำหน่ายตามใบสั่งยาเท่านั้นและจะต้องใส่เข้าไปข้างในให้พอดีด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ไดอะแฟรมสามารถป้องกันได้ 6 ชั่วโมงและต้องใส่ไว้ก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ควรใส่ไว้ก่อนมีเพศสัมพันธ์เกินกว่า 24 ชั่วโมง
ไข่ตก ต้องกินยาทุกวันตามคำแนะนำ ถ้ากินแล้วอาเจียน หรือท้องเสียยาจะมีประสิทธิภาพลดลง ผลข้างเคียงของยา เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว คัดหน้าอก น้ำหนักขึ้น เลือดออกกระปริปกระปรอย และ ความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า
ยาคุมกำเนิดแบบฉีด เดโป โปรเวรา เป็นยาคุมชนิดใช้ฮอร์โมน เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือสะโพก ต้องฉีดทุกสามเดือน ทำให้เมนส์มาไม่ตรงเวลา หรือขาดหายไป
ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (เช่น นอร์แพลนท์ หรือ อิมพลานอน) เป็นหลอดยางเล็กๆ ซึ่งต้องผ่าตัดเพื่อฝังใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขน ยาฝังจะค่อยๆปล่อยสเตียรอยด์ชื่อ เลโวนอเจสเทรล (levonorgestrel) ออกมาช้าๆ สามารถใช้เพื่อคุมกำเนิดได้ 3-5 ปี อาการข้างเคียงของยา เช่น การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน น้ำหนักขึ้น คัดเต้านม หรือ มวลกระดูกลดลง
ห่วงคุมกำเนิด หรือ ห่วงอนามัย เป็นอุปกรณ์รูปตัว ที T ซึ่งต้องใส่เข้าไปในมดลูกโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ห่วงสามารถใช้ได้ประมาณ 5-10 ปี ห่วงคุมกำเนิดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่งในบรรดาวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ บางครั้งห่วงสามารถหลุดออกมาได้และผู้หญิงจะต้องเช็คทุกเดือนหลังจากมีเมนส์แล้ว ด้วยนิ้วมือว่ายังคลำพบเส้นด้ายที่ผูกอยู่กับห่วงหรือไม่ ผลข้างเคียงอื่นๆอาจจะรวมถึงการมีเลือดออกผิดปกติ หรือ ปวดท้อง แต่มักจะเกิดขึ้นในระหว่างการใส่ หรือ เพิ่งใส่เสร็จใหม่ๆ
การทำหมันหญิง เป็นการผ่าตัดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะผูกท่อนำไข่ เพื่อป้องกันไข่ไม่ให้ผสมกับสเปิร์มเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบถาวร
ยาคุมฉุกเฉิน จะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการท้องไม่พร้อม ผู้หญิงจะต้องกิน นอร์เลโว 1 เม็ด และ เม็ดที่สองภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังจากนั้น
นอกจากนอร์เลโวแล้ว ยาแบบฮอร์โมนผสม (เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน) ก็สามารถใช้ได้ ภายใน 72 ชั่วโมง สามารถกินโดสแรกคือ 100 µg ethinylestradiol + 500 µg levonorgestrel” (ยาคุมกำเนิดประมาณ 2-4 เม็ด) และภายใน 12 ชม.ถัดมาให้กินซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ห่วงคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ จะต้องใส่ภายใน 5 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ห่วงคุมกำเนิดสามารถอยู่ได้ประมาณ 5-10 ปี

สำหรับผู้ชาย

คอนด้อม, ถุงยางอนามัย มักจะทำจากยาง และใช้ได้เพียงครั้งเดียว บางชนิดมีเติมสารฆ่าสเปิร์ม คอนด้อมทำหน้าที่ในการปิดกั้น ป้องกันการสัมผัสกันระหว่างอวัยวะเพศหญิงและน้ำอสุจิ, น้ำคัดหลั่งจากแผลติดเชื้อ, และ แผลที่อวัยวะเพศ (genital lesions) คอนด้อมเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยงต่อเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต้องใส่ถุงยางให้ถูกต้องก่อนมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่
การทำหมันชาย สามารถทำได้อย่างรวดเร็วในห้องผ่าตัดเล็ก และอาจจะมีอาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเพียงเล็กน้อย เช่น เลือดออก หรือ การติดเชื้อ ความสามารถในการแข็งตัวและการหลั่งจะไม่หายไป เสปิร์มเป็นเพียงส่วนที่เล็กน้อยของน้ำอสุจิทั้งหมด (1 เปอร์เซ็นต์) และผู้ชายจะไม่สามารถเห็นความแตกต่างเมื่อเกิดการหลั่งได้ และร่างกายจะดูดซึมเซลล์เปิร์ม

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีการคุมกำเนิดทุกรูปแบบ

       สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีการคุมกำเนิดด้วยวิธีที่ดีที่สุด เชิญศึกษากันได้เลยครับ
การคุมกำเนิดมีกี่แบบ ใช้แบบไหนดีและข้อควรระวัง ?
1. แบบชั่วคราว
มีหลายวิธีการ ที่นิยมใช้กันคือ การนับวันที่ที่ปลอดภัยหรือที่ทั่วไปเรียกว่า หน้า 7 หลัง หมายถึงนับจากวันที่มีประจำเดือนคราวที่แล้ว โดยคาดว่าประจำเดือนจะมาอีกครั้งเป็นวันที่เท่าไร โดยนับถอยหลังไปช่วงก่อนประจำเดือนรอบใหม่มา 7 วัน และนับบวกเพิ่มต่อไปอีก 7 วัน เบ็ดเสร็จรวมกันเป็น 14 วัน นับเป็นช่วงที่ปลอดภัยเพราะช่วงนี้ผนังมดลูกจะลอกออกมาเป็นประจำเดือน ทำให้ไข่ที่ผสมตัวแล้ว ไม่สามารถหาที่ฝังตัวเพื่อเจริญเป็นทารกต่อไปได้
วิธีนี้ได้ผลดีเมื่อมีรอบเดือนของคุณมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นรอบที่แน่นอน แต่เสี่ยงมากหากจำวันผิดพลาดถ้าไม่ได้มีการจดบันทึก ข้อควรระวังอีกอย่างคือ ช่วงที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดเพื่อให้ขับเลือดออก ถ้ามีการร่วมเพศช่วงนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อทำให้มดลูกอักเสบ ได้มากกว่าช่วงปกติ เพราะฝ่ายชายอาจนำเอาเชื้อโรคภายนอก เข้าสู่โพรงมดลูกทำให้เกิดปัญหาได้
2. การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดจะมี 2 แบบ คือ แบบ 21 เม็ด และแบบ 28 เม็ด โดยแบบ 28 เม็ดมี 7 เม็ดสุดท้ายจะเป็นวิตามินและแร่ธาตุ มีไว้ให้รับประทานเพื่อกันลืม ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน จะมีข้อห้ามใช้ในบางคนที่มีโรคต่อไปนี้ ได้แก่ คุณผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องระดับไขมันสูง เส้นเลือดอุดตันที่สมองหรือหัวใจ คนตั้งครรภ์ คนที่เคยเป็นโรคตับหรือเคยตัวเหลือง เป็นมะเร็งเต้านม และคนที่มีเลือดออกจากช่องคลอดแบบผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นก่อนจะเลือกวิธีคุมกำเนิดชนิดนี้ขอแนะนำว่า ควรไปพบแพทย์เพื่อสอบถามรายละเอียดในแต่ละอาการโรคดังกล่าว
นอกจากนี้ผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดอาจจะส่งผลให้มีอาการผลข้างเคียงของยาตามมาได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเพิ่ม เกิดเม็ดสีตามร่างกายหรือเกิดฝ้า
จะเลือกยาคุมกำเนิดชนิดไหนดี ?
จะเลือกยาคุมกำเนิดชนิดไหน ให้ขอคำปรึกษาได้จากเภสัชกรใจดีได้เลยครับ ส่วนเทคนิคการรับประทานควรจะทานเป็นเวลาเดียวกัน ทุกวันเพื่อกันลืม โดยเริ่มยาคุมกำเนิดเม็ดแรกภายในวันที่ 5 ของวันที่มีประจำเดือนมา ถ้าลืมรับประทาน 1 เม็ด ให้รับประทานชดเชยวันรุ่งขึ้นเป็น 1 เม็ดเช้าเย็น ถ้าลืม 2 วัน ให้เพิ่มชดเชยเป็น 1 เม็ด เช้าเย็น 2 วัน ถ้าลืมรับประทานยา 3 เม็ด ให้งดยาแผงนั้นแล้วคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นเช่นใช้ถุงยางจนกว่าประจำเดือนจะมา ค่อยเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่  
ข้อดีของวิธีนี้คือสะดวก หยุดยาไประยะหนึ่งก็สามารถมีบุตรได้อีก จึงเหมาะกับคู่สมรสใหม่ๆที่เพิ่งใช้ชีวิตร่วมกัน
3. การฉีดยาคุมกำเนิด
ในยาฉีดจะเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน โดยฉีดทุกๆ 84 วันหรือ 12 สัปดาห์ หรือตามที่แพทย์กำหนด การใช้ยาฉีดอาจพบว่าประจำเดือนจะมาน้อยหรือขาดหายไป โดยฉพาะถ้าฉีดช่วงแรกๆ อาจพบมีประจำเดือนมากระปริบกระปรอย ผลจากยาฉีดทำให้ไข่ไม่ตก และอาจเกิดภาวะหมันชั่วคราวได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรมาแล้ว และผู้ที่ไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ข้อห้ามยาฉีดเหมือนยารับประทาน การหยุดฉีดเพื่อให้มีบุตรต้องวางแผนล่วงหน้า 6-12 เดือน เพราะบางครั้งกว่าร่างกายจะปรับสมดุลย์ของฮอร์โมนให้กลับสู่ภาวะปกติ ต้องใช้เวลานาน
4. ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง (Norplant)
เป็นยาคุมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ สามารถฝังได้บริเวณต้นแขนด้านใน ฮอร์โมนจะค่อยๆ กระจายสู่ร่างกายอย่างช้าๆ จะออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้นานประมาณ 5 ปี จึงเหมาะสำหรับผู้มีบุตรเพียงพอแล้ว หรือต้องการเว้นระยะห่างของการมีบุตรนานๆ
5. การใส่ห่วงอนามัย (IUD)
เป็นการคุมกำเนิดที่นิยมทำกันในกลุ่มแม่บ้าน ที่ต้องการคุมกำเนิดนานๆ อาจใส่หลังคลอดหรือช่วงประจำเดือนมา ห่วงสามารถคุมกำเนิดได้นานประมาณ 3 ปี หลังใส่อาจมีอาการปวดเกร็งท้องได้บ้าง ห่วงอนามัยไม่เหมาะกับคนที่มีโอกาสติดเชื้อง่าย เช่น เป็นโรคเบาหวาน รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นมะเร็งหรือมีเพศสัมพันธ์แบบเปลี่ยนคู่บ่อย เพราะที่บริเวณต่อจากห่วงจะมีเชือกต่อออกมาบริเวณปากมดลูก ใช้เป็นตัวตรวจสอบสอบว่าห่วงยังอยู่ในตำแหน่งปกติหรือไม่ เชือกนี้จะเป็นจุดที่เชื้อเข้าสู่มดลูกได้ง่าย
คุณผู้หญิงที่ใส่ห่วงนอกจากตรวจสอบดูเชือกแล้วต้องได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง หรือเมื่อมีความปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องเกร็ง หรือคลำเชือกไม่พบ
6. การสวมถุงยางอนามัยสตรี (Diaphragm)
เป็นถุงยางที่ต่างจากของคุณผู้ชาย โดยมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ให้คุณผู้หญิงสวมก่อนมีเพศสัมพันธ์ ปัจจุบันออกแบบใช้สะดวกขึ้น ไม่รำคาญ ใช้ง่าย ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เหมาะสำหรับการคุมกำเนิด และป้องกันการติดเชื้อ
7. การสวมถุงยางอนามัยผู้ชาย (Condom)
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่ายสะดวกและมีความปลอดภัย ในการป้องกันการตั้งครรภ์ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เทคนิควิธีการใช้ต้องมีการพิจารณาถึงคุณภาพ และชนิดของถุงยาง โดยดูวันหมดอายุ การฉีกซองต้องระวังถุงยางจะรั่วขาด การสวมต้องขณะอวัยวะเพศชายแข็งตัว โดยบีบที่ปลายถุง แล้วสวมเพื่อให้ส่วนปลายเป็นที่รองรับน้ำอสุจิที่จะหลั่งออกมา ห้ามใช้วาสลินหรือน้ำมันเป็นสารหล่อลื่น แต่ให้ใช้เจลหรือน้ำแทน เมื่อใช้เสร็จการถอดต้องใช้กระดาษทิชชูพันรอบ แล้วดึงออกมานำทิ้งในภาชนะที่จัดไว้ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ราคาไม่แพง
8. การคุมกำเนิดแบบถาวร
ทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยส่วนใหญ่ในผู้หญิงมักจะทำหลังจากคลอดขณะอยู่โรงพยาบาลภายใน 1 สัปดาห์แรก เรียกว่า หมันเปียก สะดวกสำหรับผู้ที่มีบุตรพอเพียง การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน โดยทำการผูกและตัดท่อนำไข่ การทำวิธีนี้อาจทำร่วมกับผ่าตัดช่องท้องอย่างอื่น หรือทำช่วงไหนก็ได้เรียกมันแห้ง
การทำหมันถาวรในผู้ชายโดยการตัดท่อนำอสุจิ ทำเวลาไหนก็ได้ที่ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง แผลเล็กใช้เวลาสั้น ประมาณ 20 นาทีก็เสร็จ หลังจากทำแล้วต้องชี้แจงให้ทราบว่า ยังคงมีเชื้ออสุจิค้างอยู่ในท่อนำน้ำเชื้อ จึงต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่น เช่นสวมถุงยางอนามัยในช่วงแรกๆ ใช้เวลาประมาณ ถึง 3 เดือน เพราะการสร้างเชื้ออสุจิใช้เวลาประมาณนั้น
9. วิธีการคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ
โดยการรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนสูง เพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน ฮอร์โมนตัวนี้จะไปเพิ่มการเคลื่อนไหวและบีบตัวของมดลุกและท่อนำไข่ ทำให้การผสมกันระหว่างไข่ และเชื้ออสุจิเป็นไปได้ยาก ยากลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีได้แก่ ออพรอล (Ovral) โดยรับประทานครั้งเดียว 4 เม็ด หลังร่วมเพศ พบว่า มีผลคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ อาการข้างเคียงจากยา คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อยมาก
ส่วนยาอีกตัวที่รู้จักกันดีคือ โพสตินอร์ (Postinor) มีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรรับประทานมากกว่า 4 เม็ดต่อเดือน และควรใช้หลังร่วมเพศภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง ผลระยะยาวของยาตัวนี้คือ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของมดลูกได้
นอกจากนี้ยังมีการนำยาฉีดที่มีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูงมาใช้โดยหวังผลการออกฤทธิ์ ทำให้เกิดภาวะเหมือนมีประจำเดือนคือ ผนังมดลูกลอกหลุด แบบช่วงมีประจำเดือน
การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ก็มีการนำมาใช้ โดยใส่ห่วงอนามัยภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ นับว่าป้องกันการตั้งครรภ์ก็ได้ผลดี

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คุมกำเนิด

วิธีการคุมกำเนิดแบบต่าง ๆ 

การคุมกำเนิด เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ ในขณะที่คุณยังไม่พร้อม 

การคุมกำเนิด ทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนจะเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีไหน 
ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน 

ถ้าคุณเป็นผู้ชาย

การใช้ถุงยางอนามัย เหมาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งคราว 
การใช้ถุงยางอนามัย มีผลดี ป้องกันการตั้งครรภ์ได้หากคุณใช้ถูกวิธี 
ถุงยางอนามัยหาซื้อได้ง่าย เช่น ตามร้านขายยา ข้อควรระวัง 
ควรเลือกซื้อถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพ เพราะถุงยางอนามัยที่เก่า 
อาจจะฉีกขาด หรือรั่ว และควรใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย 


การทำหมันชาย วิธีนี้เป็นการผ่าตัดผูกท่อน้ำเชื้อทั้งสองข้าง 
ป้องกันตัวอสุจิออกมา หลังผ่าตัดแล้วถ้ามีการหลั่งอสุจิประมาณ 10 ครั้ง 
ก็จะเป็นหมันไม่มีบุตรอีก วิธีนี้สะดวก ปลอดภัย และเจ็บตัวเล็กน้อย 
เหมาะสำหรับคุณผู้ชายที่มีบุตรมาแล้ว 2 คน หรือมีบุตรพอแล้ว 
ารทำหมัน ไม่ใช่การตอน คุณจึงมีสมรรถภาพทางเพศเหมือนเดิมทุกอย่าง 

ถ้าคุณเป็นผู้หญิง วิธีคุมกำเนิดได้แก่ 


ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราว แต่ได้ผลมากที่สุด 
ยานี้มีผลทำให้ไข่ไม่ตก เป็นยาเม็ดที่ใช้กิน มีลักษณะเป็นแผงๆ ละ 21  และ 28 เม็ด 
ใช้วันละ 1 เม็ด โดยเริ่มทานยาเม็ดแรกในวันที่ 5 หลังมีประจำเดือนจนหมดแผง 
แต่วิธีนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนขี้ลืม เพราะถ้าทานยาไม่สม่ำเสมอ อาจจะไม่ได้ผล 
นอกจากนี้ยาอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อคุณได้ ก่อนใช้จึงควรปรึกษาแพทย์ 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.momyweb.com/forums/index.php?topic=180.0/ )

ยาฉีดคุมกำเนิด โดยวิธีการฉีดยาเข้าที่กล้ามเนื้อสะโพก
ไม่เกินวันที่ 5 ของรอบเดือน ฉีดยาครั้งหนึ่งคุมไปได้ 3 เดือน หรือบางชนิดอาจจะคุมได้ 4 เดือน 
คุณจะฉีดชนิดไหนก็ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้ 


การทำหมันหญิง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว 
การทำหมันหญิง คือการผ่าตัดผูกท่อนำไข่ เพื่อป้องกันมิให้ตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ที่ปีกมดลูก 
การผ่าตัดอาจจะทำ ระยะคลอดบุตรใหม่ๆ ประมาณ 24 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งเรียกกันว่า 
ทำหมันเปียก หรืออาจจะทำหลังคลอดแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ เรียกว่าหมันแห้ง 
วิธีนี้สะดวก ปลอดภัย มีสมรรถภาพทางเพศเหมือนเดิม และสามารถทำงานได้ตามปกติ 

นอกจากนี้ การใส่ห่วงอนามัย โดยใช้เครื่องมือใส่ห่วงเข้าไปในมดลูก
ให้ห่วงอยู่ในโพรงมดลูก ก็จะช่วยคุมกำเนิดได้ วิธีนี้แพทย์จะเป็นผู้ใส่ให้และไม่มีอันตราย 


การใช้ยาฝังคุมกำเนิด ก็เป็นทางเลือกอีกวิธีหนึ่ง 
โดยการใช้ฮอร์โมนฝังไว้ใต้ผิวหนัง บริเวณต้นแขนด้านใน เป็นการใช้ยาเพียงครั้งเดียว 
แต่ออกฤทธิ์ได้นานและสม่ำเสมอ สะดวก เพราะ คุมกำเนิดได้ถึง 5 ปี เหมาะสมหรับ
ผู้หญิงที่มีบุตรแล้ว 1 คน ต้องการคุมกำเนิดอีก 5 ปี วิธีนี้เหมาะที่สุด 

การนับวัน ก็เป็นวิธีการคุมกำเนิด โดยมีระยะเวลาก่อนมีประจำเดือน 7 วัน 
และหลัง จากเริ่มมีประจำเดือน 7 วัน ถือว่าเป็นระยะที่ปลอดภัยมีเพศสัมพันธ์ได้ 
แต่การนับวันอาจจะมีการผิดพลาดได้ ถ้าคุณมีปัญหารอบเดือนคลาดเคลื่อน 
จึงไม่อยากแนะนำให้ใช้วิธีนี้ 

แต่ไม่ว่าคุณจะสนใจเลือกใช้วิธีไหนในการคุมกำเนิดก็ตาม 
ขอให้ปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลทั่วๆ ไป ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน 




15 วิธีคุมกำเนิด... ที่คุณเลือกได้ 

          การคุมกำเนิดไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ผู้ชายก็ช่วยคุมกำเนิดได้ ซึ่งมีทั้งวิธีธรรมชาติและอาศัยเทคโนโลยี แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดด้วย

          นพ.วิสิทธิ์ สภัครพงษ์กุล กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี ให้ความกระจ่างดังนี้ค่ะ

             1. ถุงยางอนามัย เป็นวิธีคุมกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุดและยังเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ความปลอดภัยในการคุมกำเนิดก็ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนใช้ผิดวิธี หรือใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพต่ำหรือหมดอายุ ที่พบบ่อยคือการสวมถุงยางอนามัยตอนใกล้จะหลั่งคือไม่ใช้ตั้งแต่ต้น ก็จะเกิดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากน้ำหล่อลื่นในช่วงแรกก็อาจมีเชื้ออสุจิออกมาแล้ว

             2. ยาคุมกำเนิด มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและเจสตาเจน (Gestagen) ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้จะป้องกันไม่ให้ไข่ตกและเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะแก่การฝังตัว ทั้งนี้ ต้องกินยาคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และหยุดพักหนึ่งสัปดาห์ที่จะมีประจำเดือนในช่วงนั้น วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยมากและยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ด้วย แต่อาจทำให้ผู้หญิงที่สูบบุหรี่เกิดโรคโลหิตหรือน้ำเหลืองคั่งได้ ทำให้อารมณ์เพศลดลง และอาจทำให้ผู้หญิงเกิดโรคลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือด (Deep Vein Thrombosis DVT) ซึ่งพบบ่อยในชาวตะวันตก ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในประเทศไทยเนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนไปแบบตะวันตก เช่น กินอาหารแบบตะวันตก และออกกำลังกายน้อยลง

             3. ยาคุมกำเนิด Desogestrel และ Levonorgestrel มีเพียงฮอร์โมนเจสตาเจนเท่านั้นที่จะป้องกันไม่ให้ไข่ตกและป้องกันไม่ให้สเปิร์มผ่านเข้าไปในมดลูก ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากและยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนด้วย แต่ต้องกินยานี้ทุกวัน ข้อเสียคือ ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยในระยะแรกของการใช้ ส่วนมากจะใช้ในกรณีคลอดบุตรใหม่ๆ และต้องการให้นมบุตรแต่ถ้าเราใช้ยาคุมกำเนิดทั่วๆ ไปที่รวมเจสตาเจนและโปรเจสเตอโรน (ดีในแง่ของการยับยั้งการตกไข่) ก็มีข้อเสียคือทำให้น้ำนมน้อยลง จึงควรใช้ยาคุมกำเนิด Desogestrel ซึ่งมีเจสตาเจนอย่างเดียว คือทั้ง Desogestrel และ Levonorgestrel เป็นกลุ่มเจสตาเจนในระยะแรกจะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยสักระยะหนึ่งแล้วก็หาย อาจใช้ในกรณีหลังคลอดบุตรใหม่ๆ และต้องการให้นมบุตร

             4. ยาคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นยาที่มีความแรงของตัวยาและต้องให้แพทย์สั่งในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจไม่ได้ป้องกัน หรือมีความเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ที่มีไม่พึงปรารถนา ยานี้ต้องกินภายใน 72 ชม. หลังการมีเพศสัมพันธ์ยิ่งกินยาได้เร็วเท่าไหร่ก็จะปลอดภัยมากเท่านั้น วิธีคุมกำเนิดวิธีนี้ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้ เพราะเนื่องจากจะมีอากรข้างเคียงมาก อีกทั้งประสิทธิภาพไม่ดีพอ อาการข้างเคียงก็อย่างเช่น ทำให้ตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

             5. คุมกำเนิดแบบฉีด 3 เดือน เป็นยาฉีดที่มีฮอร์โมนเจสตาเจน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพกหรือต้นแขนมีผลควบคุมไม่ให้ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนมีปลอดภัยในการคุมกำเนิดสูงและช่วยลดอาการปวดท้องระหว่างมีรอบเดือนแต่เป็นยาที่มีฮอร์โมนสูง จึงต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์ ยานี้เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ระยะแรกของการฉีดอาจมีประจำเดือนกะปริดกะปรอย แต่ไม่เป็นอันตราย เมื่อฉีดไปสักระยะ อาจไม่มีประจำเดือนเลย ซึ่งทั้งสองอาการนี้ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ เป็นอาการที่พบได้จากการใช้วิธีนี้

             6. ฝังไว้ที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นแท่งพลาสติก มีขนาดเท่าไม้ขีด มีฮอร์โมนเจสตาเจน โดยใช้การใส่เข้าไปที่ต้นแขนใต้ผิวหนังของผู้หญิง ป้องกันไข่ตกและป้องกันไม่ให้สเปิร์มเข้าไปในรังไข่ หลังจาก 3 ปี ก็ให้แพทย์เอาออก เป็นวิธีที่ปลอดภัยแต่วิธีนี้อาจทำให้มีแผลเป็นเล็กๆ และมีเลือดออกกะปริดกะปรอยในระยะแรกเมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็จะหาย

             7. การใส่ห่วง เป็นห่วงที่ทำจากพลาสติกขนาดเล็กและมีขดลวดทองแดงเล็กๆ (Copper-T) พันรอบห่วง ใช้สำหรับคุมกำเนิดอย่างเดียว โดยผู้หญิงจะใส่ห่วงในช่วงมีรอบเดือนเพราะใส่ง่ายมีอายุคุมกำเนิดได้ถึง 5 ปี เป็นห่วงที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและเจสตาเจนน้อยสามารถคุมกำเนิดได้ 5 ปี และอาจพบแพทย์ระยะแรกเพื่อตรวจห่วง มีจำหน่ายในประเทศเยอรมนีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2003 ส่วนห่วงอีกชนิดหนึ่งเป็นห่วงที่มีฮอร์โมนเจสตาเจน ใช้ได้ทั้งคุมกำเนิดลดอาการปวดประจำเดือนและอาการประจำเดือนมามาก ที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของมดลูกบางชนิด

             8. การวัดฮอร์โมนตกไข่ เป็นวิธีทดสอบปัสสาวะของผู้หญิงโดยการใช้แท่งตรวจจุ่มลงไปในปัสสาวะเพื่อตรวจสอบฮอร์โมนในปัสสาวะและคำนวณวันที่ไข่จะตก แต่เป็นวิธีที่ไม่ค่อยปลอดภัย เพราะวัดเพียงไม่กี่วันของแต่ละเดือน ส่วนใหญ่ใช้ในกรณีต้องการมีบุตรมากกว่า คือรู้วันตกไข่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ให้ตรงวัน

             9. การวัดอุณหภูมิ เพื่อความมั่นใจในการคุมกำเนิด จำเป็นต้องหมั่นวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน ในช่วงเวลาเดียวกันและในตำแหน่งเดิม เพื่อจะได้รู้วันไข่ตกที่แน่นอน เพราะในระยะหนึ่งถึงสองวันหลังไข่ตก อุณหภูมิของร่างกายจะขึ้นสูงมากกว่า 0.2 องศา ซึ่งนั่นก็คือเป็นที่ปลอดภัย ข้อดีก็คือไม่เจ็บปวดและประหยัด ข้อเสียคือ เหมาะสำหรับผู้หญิงมีรอบเดือนสม่ำเสมอและไม่มีไข้เท่านั้น

             10. นับวันจากปฏิทิน เป็นวิธีที่ผู้หญิงต้องมีปฏิทินประจำตัว เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก เหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ (28 วัน) แต่ช่วงไข่ตกก็ต้องใช้วิธีอื่นคุมกำเนิด โดยเฉลี่ยของการผิดพลาดคือ 9 คนจาก 100 คนที่พลาดจนเกิดการตั้งครรภ์

             11. สังเกตมูกจากปากมดลูก เป็นวิธีคุมกำเนิดอย่างธรรมชาติและเป็นวิธีที่ประหยัด โดยผู้หญิงต้องสังเกตมูกตกขาวจากปากมดลูก (Cervical Mucus) ทุกวันและจดโน้ตไว้เพื่อดูวันที่ไข่ตกและในระหว่างที่มีการตกไข่ก็ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น แต่อาจคลาดเคลื่อนได้หรือแปลผลผิด เช่น ในกรณีที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบของช่องคลอด

             12. วิธีคุมกำเนิดแบบ Sympto Thermal เป็นวิธีคุมกำเนิดอย่างธรรมชาติโดยการผสมผสานระหว่างอุณหภูมิและการสังเกตมูกตกขาววิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยถ้าผู้หญิงหมั่นสังเกตตัวเอง แต่ถ้ามีไข้หรือมีการอักเสบของช่องคลอดก็จะทำให้แปลผลผิดได้และระหว่างวันที่ไข่ตกก็จะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย

             13. Coitus lnterruptus เป็นวิธีที่ฝ่ายชายหลั่งอสุจิข้างนอกหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่สเปิร์มอาจเล็ดลอดออกไปได้ก่อนหน้านั้น จึงไม่แนะนำเพราะไม่ปลอดภัย จากสถิติผู้หญิง 100 คน มีจำนวน 4-18 คนที่ผิดพลาดจนตั้งครรภ์ด้วยวิธีนี้

             14. การทำหมันชาย วิธีนี้ใช้การผ่าตัดเพียงนิดเดียวในผู้ชายเพื่อตัดท่ออสุจิ เหมาะกับผู้ชายที่ไม่ต้องการมีลูกอีก ป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูง

             15. การทำหมันหญิง คือกรรมวิธีการตัดบางส่วนหรือแยกท่อนำไข่ออกจากกันทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่เกิดการปฏิสนธิ การแก้ไขเพื่อให้ท่อนำไข่สู่ภาวะปกติก็ทำได้ แต่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องอาศัยการผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์


ข้อแนะนำจาก นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล

          อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นข้อมูลเบื้อต้นเพื่อสื่อสารถึงผู้หญิงไทยในการคุมกำเนิดด้วยวิธีใดที่เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์ร่วมด้วยมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ ตัวเองเหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหนวิธีคุมกำเนิดต่างๆ มีหลายวิธี หลังจากเราได้ข้อมูลเหล่านี้แล้วจะได้เลือกวิธีที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เศรษฐกิจสังคมของตัวเอง

          อย่างไรก็ตามก็ควรปรึกษาแพทย์ว่าวิธีคุมกำเนิดนั้นๆ เหมาะสมกับสภาพร่างกายหรือไม่ รวมทั้งระบบรอบเดือนด้วย ที่สำคัญคือการคุมกำเนิดต้องเป็นการร่วมมือระหว่างสามีภรรยามากกว่าการทำเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะถ้ายังอยู่ในช่วงวัยที่ไม่พร้อม ดังนั้น ความเข้าใจเรื่องการคุมกำเนิดหรือป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เป็นความรู้ที่ควรมีและต้องนำไปปฏิบัติให้ได้ผล

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีคุมกำเนิด

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน วิธีการกินยาคุมฉุกเฉิน วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน


การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินคืออะไร?
การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินก็คือ วิธีการคุมกำเนิดที่ใช้ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ
การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน จะใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในกรณีที่คุณ “พลาด” และเสี่ยงต่อการตั้ง ครรภ์โดยไม่ต้องการเท่านั้นมันไม่ใช่การคุมกำเนิดตามปกติและไม่ใช่วิธีที่จะ นำมาใช้ในการวางแผนครอบครัวด้วย เรามักเรียกยาเม็ด ที่ใช้เพื่อการคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ว่า”ยาคุมหลังร่วมเพศ” หรือ “ยาคุมชั่วคราว” หรือ “morning after” ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่สร้างความเข้าใจผิดและนำไปสู่การใช้ยาคุมฉุกเฉีนผิด วัตถุประสงค์ ซึ่งอาจมีผลต่อร่างกายของผู้หญิงในระยะยาวเพราะยาคุมฉุก เฉินไม่ใช่การคุมกำเนิดแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันอย่างเช่นยาคุม 21 เม็ด หรือยาคุม 28 เม็ด แต่ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ผลิตขึ้นมา โดยมีสูตรเฉพาะเพื่อให้ผู้หญิงใช้ในช่วงที่เกิดปัญหาและไม่ต้องการตั้งครรภ์ เท่านั้นหากเรานำยาคุมฉุกเฉินมาใช้แทนวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมดา มันจะกลายเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำไปในทันทีนั่นหมายความว่า หากคุณมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจำและใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆเพื่อป้องกันการ ตั้งครรภ์ คุณจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับถ้าคุณใช้วิธีคุม กำเนิดแบบธรรมดาวิธีอื่นๆ
การคุมกำเนิดฉุกเฉินมิได้เพียงการ กินยาเท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้ โดยการใส่”ห่วงอนามัย” หรือที่ เรียกว่า IUD (ไอยูดี) ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ ใส่ให้เป็นวิธีที่ไม่สะดวกจึงไม่เป็นที่นิยมใช้

ยาคุมฉุกเฉินคืออะไร ?
เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ผู้หญิง ทั่วโลกใช้ยาคุมฉุกเฉินในการป้องกันการตั้งครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ ได้ป้องกัน (unprotected sex) องค์การอนามัยโลกให้การรับรองว่าการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพในการป้องกัน การตั้งครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ในระดับ หนึ่ง
ยาคุมฉุกเฉินมีส่วนผสมเช่นเดียวกับ ยาคุมธรรมดา แต่มีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดสูงกว่าและต้องกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายในเวลา ที่กำหนดเท่านั้น จึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ในขณะที่ยาคุมธรรมดาต้องกินวัน ละ 1 เม็ด ทุกๆ วัน (กรณีแผงละ 28 เม็ด) และมีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดน้อยกว่า
ยาคุมฉุกเฉินมี 2 แบบ
ยาคุมฉุกเฉิน ฮอร์โมนผสม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินผสมกัน(Combined Pill Regimens : Yuzpe Method) ปริมาณยาที่กินแต่ละครั้งต้องมีฮอรฺโมนเอธิลเอสตราดิออล(ethinyl estradiol) อย่างน้อย 0.1 มิลลิกรัม รวมกับฮอร์โมนเลวอนอร์เจสเตรล(levonorgestrel) อย่างน้อย 0.5 มิลลิกรัม
ยาคุมฉุกเฉิน ฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว(Progestin-Only Pill Regimens) ปริมาณยาที่กินแต่ละครั้งต้องมีฮอร์โมนเลวอนอร์เจสเตรล(levonorgestrel) อย่างน้อย 0.75 มิลลิกรัม
ใครควรกินยาคุมฉุกเฉิน ?
ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่ยาคุมธรรมดาซึ่ง ที่ต้องกินเป็นประจำทุกวัน หากแต่ยาคุมฉุกเฉินมีปริมาณฮอร์โมนสุงกว่าเพราะผลิตขึ้นมาเพื่อ แก้ปัญหาให้แก่ผูหญิงที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ในกรณีต่อไปนี้เท่านั้น

* มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิด ใดๆ
* ใช้ถุงยางแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ารั่ว/แตก/หลุดหรือไม่
* กินยาคุมชนิดธรรมดาอยู่ แต่ลืมเกินไป วันสองวันหรือนานกว่านั้น
* ใส่ห่วงคุมกำเนิดแล้ว แต่มันหลุด
* นับระยะปลอดภัย (หน้าเจ็ดหลังเจ็ด) ผิดพลาด
* ถูกข่มขืน, มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ ไม่เต็มใจ

ในภาวะฉุกเฉินที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกวิธี หลังจากมีเพศสัมพันธ์จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้ประมาณ75% แต่ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจำ หรือมีเป็นระยะๆ คุณควรจะใช้วิธีคุมกำเนิดแบบธรรมดาซึ่งจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่าการ กินยาคุมฉุกเฉิน

วิธีการกินยา
ตามข้อมูลทางวิชาการ การกินยาคุมฉุกเฉินทั้งแบบฮอร์โมนผสม และแบบที่มีฮอร์โมนเดี่ยวมีวิธีการกินเหมือนกันคือ ต้องกิน 2 ครั้ง
ครั้งแรกภายใน เวลา 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์
ครั้งที่สอง กินหลังจากที่กินครั้งแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง
หมายความว่า ถ้ามีเพศสัมพันธ์ตอนสองทุ่ม และกินยาเม็ดแรกตอน 5 ทุ่ม จะต้องกินยาเม็ดที่สองตอน11 โมงเช้าซึ่งก็คือ 12 ชั่วโมงถัดมานั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาวิจัยว่า จำเป็นต้องกินยาเม็ดที่สองหรือไม่เพราะถ้าประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้ง ครรภ์ในกรณีที่กินเม็ดเดียว กับกรณีที่กินยาสองเม็ดนั้นไม่แตกต่างกันการกินแค่เม็ดเดียว น่าจะช่วยลดอาการข้างเคียงของยาลงได้แต่ยังไม่สามารถยืนยันผลใดๆเนื่องจาก การศึกษาวิจัยนี้ยังไม่เสร็จสิ้น
ยาคุมธรรมดาก็สามารถใช้เป็นยาคุมฉุกเฉินได้
ยาคุมแบบธรรมดาว่าจะเป็นแผง 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด ที่มีชนิดและปริมาณของฮอร์โมนตรงตามสูตรของยาคุมฉุกเฉินสามารถนำมาใช้กิน เป็นยาคุมในเวลาฉุกเฉินได้ ตารางที่แสดงในหน้าต่อไปจะบอกให้รู้ว่ามียาคุมที่ขายในประเทศไทยยี่ห้อใด บ้างที่สามารถนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินได้ ข้อควรระวังในการกินยาแต่ละยี่ห้อก็คือ การกินแต่ละครั้งจะมีจำนวนเม็ดยา ที่ต้องกินมากน้อยต่างกันไปตามปริมาณของฮอร์โมนที่มีอยู่ในตัวยาแต่ละยี่ห้อ และในการกินแต่ละครั้งจะต้องกินยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น